ถ้ามองในแง่ Mode of Consumption ปรากฏการณ์ AI Anxiety หรือความกังวลว่าคลิปสั้นจะทำลายสมรรถนะและคุณค่าของการอ่านอะไรยาวๆ (อย่างเช่นวรรณกรรม) ก็เป็นความกังวลที่สมเหตุสมผล เพราะมันสั่นคลอน Reading as a Human Being ของมนุษย์ หรือพูดอีกแบบคือ ความกังวลเกี่ยวกับการถดถอย(?)ของการอ่านคือความกังวลเกี่ยวกับคุณค่าและการดำรงอยู่ของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามได้เช่นกันว่า Mode of Consumption ที่เปลี่ยนไป มีส่วนในการผลิตความปรารถนาแบบไหนขึ้นมาและเข้าไปปรับเปลี่ยนหน้าตาความสัมพันธ์ในภาพรวมยังไงบ้าง เช่น ทำให้การอ่านมีคุณค่ามากขึ้นต่อการนิยามความเป็นมนุษย์ ผลิตความปรารถนาที่ทำให้วรรณกรรมกลายเป็นยูโทเปียเล็กๆ และสนามทดลองความเป็นไปได้แบบต่างๆ ฯลฯ ไม่ใช่ในแง่ nostalgia กลับไปหาว่าอะไรคือ “การอ่านที่แท้จริง” แต่ทำให้การอ่านกลายเป็น practice ที่มี agency มากขึ้น
เอมิลีสวมกอดคุณจากด้านหลัง เพ่งสายตาไปตามทิศทางการมองของคุณ มองสิ่งใดก็ตามคุณมอง หรือมองสิ่งใดก็ตามที่คุณมองผ่านไป ฟองคลื่นสีขาวโลมไล้เท้าเปลือยเปล่าสองคู่บนชายหาด เธองับติ่งหูของคุณเบาๆ คุณจิกนิ้วเท้าลงไปในผืนทรายใต้ฟองคลื่นที่ไม่มีใครมองเห็น เธอกระซิบอะไรบางอย่างกับคุณ อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเปลือกส้มบนหนังสือ ทหารญี่ปุ่นคว้านท้องตัวเอง และหยดน้ำเกลือที่กลายเป็นฝนดาวตก เอมิลีค่อยๆ สอดมือเข้าไปในเป้ากางเกงของคุณ สายฝนเหนอะหนะของเมืองกรุง และการรอรถเที่ยวสุดท้ายกลับบ้านที่ไม่มีใครรอคุณอยู่ มหานครกลายเป็นมหาสมุทร เอมิลีกับคุณกลายเป็นปลาแหวกว่ายไปตามซากเมืองร้าง เพ่งสายตาไปตามทิศทางการมองของคุณ มองสิ่งใดก็ตามคุณมอง หรือมองสิ่งใดก็ตามที่คุณมองผ่านไป เธอกระซิบอะไรบางอย่างกับคุณ อะไรบางอย่างเกี่ยวกับความฝันบนชายหาด อะไรบางอย่างเกี่ยวกับ... คุณ
คุณออกไปยืนจิบกาแฟริมระเบียงทุกเช้าตรู่
แสงเช้าอาบไล้เรือนผมปรกไหล่
โมงยามนั้น ความทรงจำขึงผ้าใบรอชีวิต
เราจะแต่งแต้มสีสันใดลงไปบ้าง
รสจูบที่ถักทอจากเช้าหนึ่งสู่เช้าหนึ่ง
และอ้อมกอดที่ทบทวีขึ้นทุกวัน
เนิ่นนานกว่าที่คุณจะค้นพบบ้าน
ตื่นขึ้นในห้องที่ปลอดโปร่ง
และใครสักคนที่จะแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกัน
แสงเช้าอาบไล้เรือนผมปรกไหล่
อ้อมกอดที่ถักทอจากเช้าหนึ่งสู่เช้าหนึ่ง
และรอยจูบที่ทบทวีขึ้นทุกวัน
คุณอาจจะกอด (hug) กับใครได้หลายคน แต่จะมีอยู่ไม่กี่คนที่ทำให้รู้สึกถึงการโอบกอด (embrace) อย่างแท้จริง คุณอาจได้เจอคนๆ นั้นแค่ครั้งเดียวในชีวิตหรือแค่ชั่วขณะหนึ่งที่รู้สึกว่า ณ ห้วงเวลานี้คุณได้อยู่ใจกลางที่ลึกที่สุดของโลกใบนี้แล้ว คนที่มอบความอบอุ่น ความเข้มแข็ง และความมั่นใจว่าโลกนี้ไม่สามารถทำร้ายคุณได้อีกต่อไป และโลกก็ไม่สามารถทำร้ายคนๆ นั้นได้เช่นกัน เพราะในห้วงเวลานี้เราโอบกอดกันอยู่ใจกลางที่ลึกที่สุดของโลก ส่วนที่โลกเอื้อมมือของมันมาไม่ถึง
.
“ผมอยากบอกคู่รักคู่นั้นว่าอย่าไปยึดกับคำสัญญาที่ให้กัน สิ่งที่จะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาว คือการดูแลและรับรู้ รับรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลง คำสัญญาไม่ช่วยอะไรเลย เมื่อหมดฤดูใบไม้ผลิคุณจะไปคาดหวังให้ต้นไม้ผลิดอกไม่ได้ เพราะดอกของมันจะกลายเป็นผล แล้วสุดท้ายผลก็จะร่วงหล่นไป จากนั้นก็เหลือเพียง ‘สวนที่ไร้ใบ’ ... มันเป็นบทกวีเปอร์เซียน่ะ สวนที่ไร้ใบก็ใช่ว่าจะไร้ความงาม”
—
Certified Copy (2010)
"การรักใครสักคนก็เหมือนการย้ายเข้าบ้านใหม่ ตอนแรกคุณก็จะตกหลุมรักของใหม่ๆ ทุกอย่าง ตื่นเต้นทุกเช้าว่าทุกอย่างเป็นสมบัติของคุณ ราวกับคุณกลัวว่าจะมีใครพรวดพราดเข้ามาในบ้านแล้วชี้แจงว่าคุณเข้าใจผิดไปเองทั้งหมด คุณไม่สมควรได้อยู่ในบ้านที่แสนสุขสบายขนาดนี้หรอก แต่พอผ่านไปหลายปีเข้า ผนังบ้านก็เริ่มซีด ไม้ก็ผุตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง แล้วคุณก็เริ่มที่จะรักบ้านหลังนี้ ไม่ใช่ด้วยเหตุที่มันสมบูรณ์แบบ แต่รักความไม่สมบูรณ์แบบของมันมากกว่า คุณรู้จักทุกโพรงและทุกรอยแตก รู้ว่าต้องทำอย่างไรไม่ให้กุญแจติดอยู่ในรูกุญแจเวลาข้างนอกอากาศหนาว รู้ว่าไม้กระดานแผ่นไหนเหยียบแล้วจะยวบ และรู้ว่าจะต้องเปิดประตูตู้อย่างไรไม่ให้มันส่งเสียงดัง ความลับเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองที่ทำให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณ"
.
― Fredrik Backman, A Man Called Ove
ถ้ามองในแง่ Mode of Consumption ปรากฏการณ์ AI Anxiety หรือความกังวลว่าคลิปสั้นจะทำลายสมรรถนะและคุณค่าของการอ่านอะไรยาวๆ (อย่างเช่นวรรณกรรม) ก็เป็นความกังวลที่สมเหตุสมผล เพราะมันสั่นคลอน Reading as a Human Being ของมนุษย์ หรือพูดอีกแบบคือ ความกังวลเกี่ยวกับการถดถอย(?)ของการอ่านคือความกังวลเกี่ยวกับคุณค่าและการดำรงอยู่ของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามได้เช่นกันว่า Mode of Consumption ที่เปลี่ยนไป มีส่วนในการผลิตความปรารถนาแบบไหนขึ้นมาและเข้าไปปรับเปลี่ยนหน้าตาความสัมพันธ์ในภาพรวมยังไงบ้าง เช่น ทำให้การอ่านมีคุณค่ามากขึ้นต่อการนิยามความเป็นมนุษย์ ผลิตความปรารถนาที่ทำให้วรรณกรรมกลายเป็นยูโทเปียเล็กๆ และสนามทดลองความเป็นไปได้แบบต่างๆ ฯลฯ ไม่ใช่ในแง่ nostalgia กลับไปหาว่าอะไรคือ “การอ่านที่แท้จริง” แต่ทำให้การอ่านกลายเป็น practice ที่มี agency มากขึ้น